เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดเสริมที่นิยมใช้เพื่อดูแนวโน้มราคา หมายถึงเส้นที่เชื่อมค่าเฉลี่ยของราคาในช่วงระยะเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปมักใช้การผสมผสานเส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นกับระยะยาว หรือใช้ร่วมกัน 3 เส้น (สั้น-กลาง-ยาว) และผู้ใช้สามารถตั้งค่าช่วงเวลาที่ต้องการได้
① เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะสั้น - 5 วัน, 10 วัน, 20 วัน (หรือ 7 วัน, 14 วัน, 28 วัน) ช่วยให้ดูจิตวิทยาการลงทุนได้ง่าย
② เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะกลาง - 60 วัน, 90 วัน ใช้เพื่อดูสภาวะตลาดหรือการกลับตัวของแนวโน้ม
③ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ระยะยาว - 120 วัน, 180 วัน, 240 วัน แสดงภาพรวมของภาวะเศรษฐกิจ
การใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่จะช่วยให้มองแนวโน้มได้ง่ายขึ้น เช่น หากอัตราแลกเปลี่ยนขึ้นติดต่อกัน 4 วัน แล้วลงติดต่อกันในวันที่ 5 และ 6 นักลงทุนอาจรู้สึกว่าแนวโน้มขาขึ้นน่าจะจบลงแล้ว ในจังหวะนี้ หากสังเกตการเคลื่อนไหวของเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ จะช่วยตรวจสอบได้ว่ามีการกลับตัวของแนวโน้มหรือไม่ เพราะเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แสดงค่าเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด จึงบอกได้ว่าในภาพรวมกำลังเกิดการกลับตัวจริง หรือเป็นเพียงความผันผวนชั่วคราวและไม่สม่ำเสมอ
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มีสัญญาณที่เป็นที่รู้จักคือ “โกลเด้นครอส” และ “เดดครอส” โดยทั่วไปโกลเด้นครอสมองเป็นสัญญาณซื้อ ส่วนเดดครอสมองเป็นสัญญาณขาย ช่วงวันที่นิยมใช้เพื่อจับจังหวะซื้อขายคือการใช้เส้นระยะสั้น 30 วัน และเส้นระยะกลาง 60 วัน
| โกลเด้นครอส | หมายถึงจังหวะที่เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดขึ้นเหนือเส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวจากด้านล่าง สื่อถึงแนวโน้มขาขึ้น จึงตีความเป็นสัญญาณซื้อได้ |
| เดดครอส | หมายถึงจังหวะที่เส้นค่าเฉลี่ยระยะสั้นตัดลงใต้เส้นค่าเฉลี่ยระยะยาวจากด้านบน สื่อถึงแนวโน้มขาลง จึงตีความเป็นสัญญาณขายได้ |
※ แม้จะเกิดสัญญาณโกลเด้นครอสหรือเดดครอส ก็ไม่ได้หมายความว่าแนวโน้มจะเปลี่ยนเสมอไป เนื่องจากสัญญาณครอสสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ จึงอาจมีนักลงทุนที่ใช้ช่องโหว่นี้เพื่อทำกำไร ดังนั้นไม่ควรตัดสินใจจากสัญญาณครอสเพียงอย่างเดียว ควรพิจารณาตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่นร่วมด้วย หรือชะลอจังหวะเล็กน้อยเพื่อเฝ้าดูตลาดเพิ่มเติมก่อนทำการซื้อขาย
เมื่อถึงช่วงเวลาหนึ่ง จะเกิดสภาวะที่แสดงการเรียงตัวในแนวดิ่งของราคาและเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งแบ่งเป็น “เรียงตัวปกติ” และ “เรียงตัวกลับ”
| เรียงตัวปกติ | หมายถึงสภาวะที่เรียงจากบนลงล่างตามลำดับ: ราคา > ระยะสั้น > ระยะกลาง > ระยะยาว |
| เรียงตัวกลับ | หมายถึงสภาวะที่เรียงตรงข้ามกับเรียงตัวปกติ เช่น ระยะยาว > ระยะกลาง > ระยะสั้น |
โครงสร้างแบบเรียงตัวปกติทำให้ราคาอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตลอด และเส้นค่าเฉลี่ยทำหน้าที่เป็นแนวรับ จึงมีโอกาสสูงที่จะปรับขึ้นต่อ โดยทั่วไปเมื่อเกิดโครงสร้างเรียงตัวปกติ สามารถมองว่าแนวโน้มกำลังเปลี่ยนจากขาลงเป็นขาขึ้น และเข้าสู่ภาวะตลาดกระทิง
อัตราเบี่ยงเบนคือค่าที่บอกว่าราคาปัจจุบันแตกต่างจากเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่มากน้อยเพียงใด โดยมักใช้ค่าเบี่ยงเบน 20 วัน, 60 วัน, 120 วัน เป็นวิธีวิเคราะห์เชิงความน่าจะเป็นที่เชื่อว่าหากราคาอยู่สูงหรือต่ำจากเส้นค่าเฉลี่ยมากเกินไป ราคามักมีแนวโน้มจะกลับเข้าใกล้เส้นค่าเฉลี่ย
| อัตราเบี่ยงเบน = อัตราแลกเปลี่ยนราคาปิดของวันนั้น / ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ของวันนั้น × 100% |
ยกตัวอย่างเช่น หากอัตราเบี่ยงเบนระหว่างเส้นค่าเฉลี่ย 60 วันกับราคาปิดของวันนั้นเท่ากับ 110% หมายความว่าราคาปิดอยู่สูงกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 60 วัน 10% ซึ่งอาจพิจารณาว่าอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไป (Overbought) และวางกลยุทธ์ขายได้ ในทางกลับกัน หากอัตราเบี่ยงเบนเท่ากับ 90% หมายความว่าราคาปิดอยู่ต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ย 60 วัน 10% จึงอาจพิจารณาว่าอยู่ในภาวะขายมากเกินไป (Oversold) และวางกลยุทธ์ซื้อได้ การวิเคราะห์อัตราเบี่ยงเบนมักใช้เพื่อดูภาวะ Overbought/ Oversold และเหมาะกับการลงทุนระยะกลาง-ยาวมากกว่าระยะสั้น
นอกจากนี้ยังมีวิธีวิเคราะห์โดยใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่อีกหลายแบบ เช่น การวิเคราะห์แนวรับ-แนวต้าน การวิเคราะห์ความหนาแน่น การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ เป็นต้น